วันอาทิตย์ที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2551

มาตามนัด ฟังผลสแกน

4 เม.ย. 51 ตามกำหนดหมอนัดอีกล่ะ ไปเจาะเลือด แล้วมารอคิวเหมือนเดิม แต่วันนี้จะได้รู้ผลสแกนแล้ว วันนี้คนน้อยดีจัง เพราะเป็นวันหยุดยาว วันจักรีหนะ เราเลยได้คิวเร็วเลย 10 โมง ก็ได้พบหมอล่ะ พอไปถึงหน้าห้องหมอ พยาบาลให้ไปเอาผลสแกนอีก เสียเวลาอีกครึ่งชั่วโมง เวงกำ

สิบโมงครึ่ง ไปพบหมอ หมออ่านผลเลือดมีสีหน้ากังวลเล็กน้อยแล้วบอกว่า เกล็ดเลือดลงมากไป ดึงให้เม็ดเลือดขาวต่ำไปด้วย หมอว่า คราวนี้เกล็ดเลือดเหลือ 538,000 (เดิม 1,200,200) ส่วนเม็ดเลือดขาวต่ำมาก เหลือแค่ 2,800 (เดิม 4,200) ซึ่งเดิมต่ำกว่ามาตรฐานอยู่แล้ว มาตรฐานต้อง 4,500 ตอนนี้เหลือน้อยที่สุดตั้งแต่ป่วยมา

หมอบอกว่า ต้องลดยา hydrea ล่ะ เหลือแค่วันละเม็ด เพื่อให้เม็ดเลือดขาวขึ้นมากกว่านี้ ส่วนแอสไพริน ต้องกินต่อไป วันละเม็ด

ส่วนผลของการสแกน หมอบอกว่า จุดในตับไม่มีปัญหา แต่มดลูกโตนะ อ้าว...เวงกำ ไม่เป็นโน่น ก็เป็นนี่ หมอบอกว่า ดูอาการไปก่อน

มานั่งรอยา เบื่อมาก ๆ แล้วนะ กะที่เป็นเนี่ย นึกอยู่เหมือนกัน ว่าเม็ดเลือดขาวต้องต่ำแน่ เพราะอาการเจ็บลดลงแทบไม่เหลือ แสดงว่า เกล็ดเลือดต้องลง แล้วเม็ดเลือดขาวก็ต้องลงไปด้วย เพียงแต่ไม่คิดว่าจะต่ำมากขนาดนี้ เฮ้อออออ...

นั่งรถกลับบ้าน มันคุ้น ๆ นะ มดลูกโตนี่ สักพักก็นึกได้ เออ..แม่ก็เป็นนี่นา ตัดไปแล้ว รู้สึกว่า ตอนอายุประมาณเนี้ย อ่อ กรรมพันธุ์ซะอีก

สิ่งที่คิดถัดมาคือ ต้องจัดการเรื่องเม็ดเลือดขาวต่ำ ต้องระวังไม่ให้ติดเชื้อล่ะ ไม่งั้นแย่แน่ ไปไหนก็ต้องพกผ้าเช็ดหน้าล่ะ เลี่ยงที่ชุมชน ที่ทำให้มีโอกาสติดเชื้อได้ง่าย เป็นแบบนี้ ก็ไม่ต้องไปไหนกันล่ะ อยู่แต่บ้าน กะไปทำงานก็พอ

กลับถึงบ้าน รู้สึกว่าใจมันนิ่งกว่าเดิมเยอะเลย ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะหมอ หมอคนนี้ทำให้เราสบายใจขึ้นกว่าเดิม ทั้ง ๆ ที่เม็ดเลือดขาวไม่เคยต่ำขนาดนี้ แต่ก็ไม่ได้รู้สึกแย่ หรืออาจเป็นเพราะทำใจไว้แล้วเพราะรู้ว่ามันต้องต่ำ

แต่อีกส่วนหนึ่งอาจมาจากเริ่มยอมรับกับโรคได้มากขึ้น ก็รู้จักกันมาเกือบปีล่ะ ไม่ให้ยอมรับกันได้ยังไง โดยเฉพาะน้องเกล็ดเลือดเนี่ย สนิทกันเป็นพิเศษเลย อาการเจ็บที่โคนเล็บนิ้วโป้งซ้ายที่เป็นมาสักสองสามเดือนก็ยังเป็นอยู่ตลอด พอเตือนให้รู้ว่ากำลังป่วยนะเนี่ย

นัดหน้าเจอกัน 13 มิ.ย. ครบปีล่ะนะ น้องเกล็ดเลือด แล้วยังนัดใกล้วันสำคัญเราซะด้วย แม๊...ยังงี้ต้องฉลองใหญ่

CT SCAN ประสบการณ์ใหม่

17 มี.ค. 51 ต้องทำสแกนล่ะ ตื่นเต้นดี เหมือนตอนต้องไปเจาะไขกระดูกเลย มันจะเป็นยังไงน้อ ไปแต่เช้าเลย รอคิว

วันนี้ไม่ต้องพบหมอค่ะ แค่มาสแกน แล้วรอฟังผลวันที่ 4 เม.ย. 51 เลย

นั่งสักพัก เจ้าหน้าที่การเงินก็เรียกไปเคลียร์ค่าใช้จ่าย เราไม่ต้องจ่ายค่ะ เพราะใช้สิทธิประกันสังคม และเป็นการสั่งตรวจโดยแพทย์ ถ้าต้องจ่ายก้อ 13,800 บาท

เจ้าหน้าที่การเงินถามว่า เราเป็นไร ทำไมต้องสแกน เราว่า เป็นเกล็ดเลือดสูง เค้าถามว่า เป็นยังไง ไม่เคยได้ยิน ได้ยินแต่เกล็ดเลือดสูง เราก็คิดในใจ เนี่ย คนทำงานโรงพยาบาลนะ ยังไม่เคยได้ยินแล้วเราจะเคยได้ยินมั้ยเนี่ย เจ้าหน้าที่ถามต่อว่า อาการเป็นยังไง เราเลยบอกไปแค่ว่า ถ้ามันมากเกิน ก็อุดตันตามปลายประสาท ทำให้เป็นอัมพฤต อัมพาต

มารอทำสแกนสักพักเจ้าหน้าที่ก็มาถึง (เราไปเช้าหนะค่ะ ยังไม่ถึงเวลางาน) เอาชุดมาให้เปลี่ยน แล้วเอาน้ำใส่เหยือกมาให้เราดื่ม 900 ซีซี โห ตายแน่ตรู เอ้า ดื่มก็ดื่ม สักครึ่งชม. พยาบาลบอกว่า ต้องเจาะเส้นเลือดเพื่อเดินยา

แล้วพยาบาลก็เรียกไปนั่งที่จัดไว้ให้ เอายางมารัด แล้วตีหาเส้นที่ข้อพับแขน ปรากฏว่า เส้นไม่ขึ้น เลยต้องมาเจาะที่ข้อมือ ปัญหาคือ เรากินยาแอสไพริน ซึ่งมันเป็นยาต้านเกล็ดเลือด จะทำให้เกล็ดเลือดไม่เกาะตัวกัน และเส้นเลือดขยาย พอเจาะเข้าไป เลือดมันก็ทะลักไหลลงมาตามข้อมือเลย พยาบาลร้อง ตายแล้ว เดี๋ยวนะคะ เลือดไหลเต็มเลย โห...พยาบาลยังร้องตายแล้ว แล้วเราล่ะ เวงกำแท้ๆ

พยาบาลบอกว่า เดี๋ยวนะคะ เช็ดเลือดก่อน ต้องรัดแน่น ๆ เฮ้ออออ...กว่าจะเสร็จ

พอเข้าไปในห้องสแกน ต้องดื่มน้ำอีก 250 ซีซี ตาย ๆ ดื่มก็ดื่ม

สักพัก พยาบาลคนเดิมมาอีกแล้ว บอกว่า ให้นอนตะแคง เพราะต้องเดินน้ำยาเข้าทางก้นด้วย โหยยยยชีวิต มีไรมากกว่านี้อีกมั้ย จัดมาเลยนะ

จากนั้น เจ้าหน้าที่ก็ออกจากห้องหมด ไปคอนโทรลที่ด้านนอก สั่งให้เราหายใจเข้าออกตามคำสั่งสแกน สักพักก็เดินยาเข้าข้อมือ สุดๆๆๆๆเลยอ่ะ ตอนแรกเจ้าหน้าที่ว่า ตอนเดินยาจะร้อนนิดหน่อยนะคะ ไม่ต้องตกใจ ก็ไม่ได้ตกใจนะ แต่ไม่คิดไง ว่ามันจะขนาดนี้ มันร้อนตั้งแต่หัวจรดเท้าหนะ แล้วกลิ่นยามันขึ้นจมูกแบบสุด ๆ เลย

เสร็จแล้ว ออกมานั่งมึนอยู่หน้าห้องคนเดียว คนที่รอต่อไป หลายคนก็มองเรา คงงงหนะ ยัยนี่มาทำสแกนได้ยังไง คนเดียว อิอิ

สักพัก พยาบาลมาถอดสายเดินยา แล้วบอกว่า จากนี้ให้ดื่มน้ำให้ได้ 2 ลิตร ภายใน 24 ชม. เพราะยาที่เดินจะตกค้างที่ไต โห...ดื่มน้ำ 2 ลิตรเนี่ยนะ ปกติเราเป็นคนดื่มน้ำน้อยมาก ซึ่งเป็นข้อเสียด้วย แต่นี่ต้องดื่มให้ได้ 2 ลิตร แล้วยังมีที่ดื่มเข้าไปก่อนทำอีกลิตรกว่า อยากบอกว่า ในชีวิต ไม่เคยดื่มน้ำมากขนาดนี้มาก่อนเลยจริง ๆ

กลับมาบ้าน พยายามดื่มมาก ๆ ถ้าใครไม่เคยดื่มน้ำจนจะอาเจียนนะ อยากให้ลองดู เป็นประสบการณ์ที่สุดยอดมากๆๆๆๆๆ กว่าจะดื่มครบ 2 ลิตร ปาเข้าไปเที่ยงคืนกว่า เฮ้ออออ...

วันเสาร์ที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2551

โรงพยาบาลใหม่ พบหมอครั้งที่ 2

29 ก.พ. 51 ไปแต่เช้าอีกล่ะ ต้องเจาะเลือด แล้วก็รอผล แล้วก็พบหมอ ขั้นตอนตรงนี้ ชินแระ ตอนเย็นมีนัดกะสมาชิกห้องธรรม ไประยองกัน ต้องรีบล่ะวันนี้

แต่เหมือนแกล้งเนาะ วันนี้ระบบส่งผลเลือดห้องแล๊บมีปัญหา กว่าจะได้รู้ผล พบหมอ ปาเข้าไป 11 โมง กว่าจะรอยาอีก

ได้พบหมอ หมอว่า เกล็ดเลือดล้านสอง เม็ดเลือดขาว 4,200 ก็พอรู้อยู่ล่ะว่ามันขึ้นแน่ เพราะอาการเจ็บเริ่มมานิด ๆ ล่ะ ก็คราวที่แล้วหมอให้งด hydrea ทานแต่แอสไพริน ก็ต้องขึ้นแน่ล่ะ

หมอว่า ผลเลือดจากแล็บโรงพยาบาลรามาได้แล้ว ผลว่าเกล็ดเลือดเป็นเนื้องอก เออ เอาเข้าไป เกิดมาไม่เคยได้ยิน หมอว่า ให้เลี่ยงพวกถั่วเมล็ดแห้ง เครื่องในสัตว์

เรามีอาการข้อนิ้วโป้งขวาบวม หมอว่า เป็นอาการของโรคนี้อ่ะ คล้ายคนเป็นเก๊า ปวดตามข้อ ข้อบวม หมอถามว่า เคยทาน hydrea สูงสุดวันละกี่เม็ด เราเคยทาน 2 เม็ด เช้าเย็น หมอว่า งั้นให้ทานเช้าเย็นนะ เพราะเกล็ดเลือดสูงมาก แล้วทานแอสไพรินอีกวันละเม็ด เหมือนเดิม หมอว่า รอผลจากทำ CT SCAN วันที่ 17 มี.ค. อีกที ก็ชัดเจนล่ะ ว่าตัดประเด็นเรื่องตับได้หรือเปล่า

มานั่งรอยา เกิดอารมณ์เดิม ๆ หดหู่อีกล่ะ พอให้รู้ว่ายังเป็นคนเนอะ มีความรู้สึกหดหู่ได้ ไม่เป็นไร...ทุกข์ก็ให้รู้ว่าทุกข์ คิดก็ให้รู้ว่าคิด แต่อย่าไปติดกับมัน ไม่งั้นจิตตก นั่งรอยาก็พยายามคิดเรื่องอื่นไป คิดเรื่องจะได้ไปเที่ยวระยองดีกว่า ใจจะได้มีแรง

วันที่ 17 มี.ค. เจอกันนะ CT SCAN

วันศุกร์ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551

เปลี่ยนโรงพยาบาลอีกแล้ว


หลังจากหาหมอครั้งที่แล้ว ก็รู้สึกไม่ค่อยสบายใจ ไม่ใช่เพิ่งไม่สบายใจนะ แต่รู้สึกหลายครั้งแล้ว เลยตัดสินใจเปลี่ยนโรงพยาบาล แล้วก็เป็นช่วงเปลี่ยนโรงพยาบาลของประกันสังคมพอดี

แต่ช่วงที่รอเปลี่ยนไปอีกโรงพยาบาลที่ 3 เราก็ลองเอาเคสของเราไปคุยกับอาจารย์หมอโรงพยาบาลใหญ่แห่งหนึ่งของกทม. เผื่อท่านจะสนใจศึกษาเคสของเรา ปรากฎว่า ท่านไม่สนใจศึกษาและโรงพยาบาลที่ท่านสังกัดก็ไม่รับคนไข้ประกันสังคมเพิ่มแล้ว มันน่าเศร้าเนอะ ที่ต้องเอาอาการป่วยของเราไปถามหมอว่าจะรับรักษาเรามั้ย แต่เราไม่สามารถจ่ายเงินสดได้นะ เรามีแต่ประกันสังคม

ก่อนที่เราจะมา รพ.ที่ 3 เราได้เข้าไปดูข้อมูล รพ. เพื่อดูว่า เราควรไปวันไหน เพื่อจะได้พบหมอเฉพาะทาง หรือจากโรคที่เป็นเราควรทำอย่างไรดี เราก็เลยเมลล์ไปคุยกะหมอที่ดูแลประกันสังคมของ รพ. โดยตรงเพื่อขอคำแนะนำ ซึ่งเราก็ไม่คาดว่า หมอจะตอบมาหรอก ปรากฎว่า เราได้รับเมลล์ตอบจากหมอ เราแทบไม่อยากเชื่อเลยนะ เราเมลล์กลับไปขอบคุณหมอที่ตอบเรา หมอยังตอบกลับมาว่า ถ้าได้มาที่ รพ. ให้แวะมาคุยกัน โหๆๆๆ ทำให้เรารู้สึกดีกับ รพ. นี้ตั้งแต่ยังไม่ไปเลย

วันนี้ 1 ก.พ. เราไปโรงพยาบาลที่ 3 ตามสิทธิประกันสังคม ก็ปฏิบัติตามขั้นตอนของโรงพยาบาล ทำบัตรเสร็จ ต้องไปที่แผนกตรวจคนไข้ประกันสังคม อยากจะบอกว่า ประกันสังคมที่นี่ดูแลดีมาก ๆ หมอที่ตรวจเราที่ประกันสังคมบอกว่า "ต้องส่งเราไปพบแพทย์เฉพาะทางนะ ไปที่อายุรกรรม ต้องรอนานนิดนึงนะ เพราะคนเยอะ" โห หมอพูดจาดีมาก ๆ พยาบาลก็พูดจาดีสุด ๆ

เราลงไปที่อายุรกรรม พยาบาลที่ฝ่ายคัดกรองให้เราไปเจาะเลือดเพื่อตรวจปริมาณเกร็ดเลือดก่อนพบหมอ เจาะเสร็จก็มานั่งรอ สักชั่วโมงก็ได้พบหมอล่ะ

หมอถามว่า เรารักษาอยู่อีกทีนึง ทำไมมาที่นี่ล่ะ เราก็ว่า เราเปลี่ยนประกันสังคมหนะ หมอก็อ่านเอกสารที่เราเอามา มีทั้งใบ refer มาจาก รพ.ที่ 1 ผลเลือดทุกเดือนจาก รพ.ที่ 2 หมออ่านสักพัก แล้วถามว่า ที่ รพ.เดิมดูเรื่องจุดในตับหรือยัง (เรามีจุดในตับซึ่งเจอพร้อมกับเกล็ดเลือดเนี่ยแหละค่ะ) เราก็บอกว่า ยัง แล้วที่เดิมทำไรมั่ง เราก็ว่า เจาะเลือดแล้วก็ให้ยา hydroxyurea หมอว่า คุณรู้มั้ย ว่ายาตัวนี้ ถ้าทานเป็นเวลานาน จะทำให้เป็นมะเร็ง เราว่า รู้แล้วเราเคยอ่านเจอเรื่องลูคีเมีย แต่หมอที่ รพ.1 บอกว่า ยังไม่มีงานวิจัยชัดเจนว่า เป็นเพราะยาหรือเป็นเพราะโรคที่ทำให้คนไข้เป็นลูคีเมีย แล้วหมอที่ รพ.1 กะ 2 ก็บอกเหมือนกันว่า โรคที่เราเป็นเนี่ย เป็นมะเร็งอย่างนึง หมอท่านนี้บอกว่า ใช่

หมอบอกว่า มียาอีกตัวนึง ที่ดีกว่าตัวนี้ แต่ค่อนข้างแพง เม็ดละ 150 บาท วันนึงต้องกิน 6 เม็ด โห ตายแน่ตรู กินยาวันละ 900 ซึ่งเราต้องจ่ายเอง เพราะยาตัวนี้ ไม่อยู่ในบัญชีประกันสังคม แล้วหมอก็สั่งให้ไปเจาะเลือดเพิ่มอีก (ฮ่วย) แล้วสั่งทำ CT SCAN อีก หมอบอกว่า คิดว่า จุดในตับไม่น่าเกี่ยวแล้วล่ะ เพราะถ้าเกี่ยว ป่านนี้อาการคุณต้องมีแล้วเพราะมัน 6 เดือนมาแล้ว

เราก็รับใบสั่งเจาะเลือด สั่งสแกน ไปดำเนินการ พอไปถึงห้องเจาะเลือด ต้องเจาะอีก 4 หลอด (เวง) แล้วหลอดใหญ่ด้วย ขนาดคนเจาะเลือดมารุมดูเรากัน 4 คนหนะ ว่าทำไมเจาะหลอดใหญ่ แล้วเจาะอีกหลายหลอด เพราะเราเพิ่งมาเจาะไปเมื่อเช้า ปรากฏว่า มีเลือดหลอดใหญ่ 2 หลอด ต้องส่งไปแลปอีก รพ.นึง ซึ่งเป็น รพ.ที่เราเคยไปคุยกะอาจารย์หมอนั่นแหละ แล้วอีก 2 หลอดตรวจที่นี่แหละ แต่ไม่รู้ว่าตรวจอะไร เพราะผลยังไม่ออก

เจาะเลือดเสร็จ วันนี้เจาะมันสองแขนเลย อิอิ แล้วไปจองคิวสแกน ได้เดือนมีนาคมอ่ะ

กลับมาหาหมอที่ห้องตรวจอีกที หมอนัดสิ้นเดือนนี้อีก แล้วสั่งงดยา hydroxyurea เพราะเม็ดเลือดขาวต่ำแล้ว เหลือแค่ 4000 ส่วนเรื่องเปลี่ยนยาไปทานอีกตัวนึง หมอว่า จะลองสั่งดูเผื่อได้ แต่เดือนนี้ให้งดก่อน ส่วนเอกสารประวัติการตรวจที่เราทำสำเนาไป หมอให้พยาบาลเก็บใส่แฟ้มไว้เลย ซึ่งหมอจาก รพ.เดิม ไม่ดูแม้แต่ใบ refer ด้วยซ้ำ

วันนี้กลับมาบ้าน รู้สึกดีขึ้นกว่าเดิมเยอะเลย อย่างน้อยการที่หมอใส่ใจดูแลเรา ดูอาการที่เราเป็นสักหน่อย เราก็รู้สึกดีแล้วล่ะ.....

วันเสาร์ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2550

ตีสนิทกับความตาย

ก่อนวันที่จะไปตรวจร่างกาย พี่ทางธรรมท่านหนึ่งแวะมาหาที่ทำงาน แล้วให้หนังสือชื่อ "ตีสนิทกับความตาย" ของ พระอาจารย์มานพ อุปสโม วัดนายโรง กรุงเทพมหานคร เราเห็นชื่อแล้วก็โดนใจมาก พลิกอ่านด้านใน เป็นหนังสือที่มาได้จังหวะที่เรากำลังเตรียมตัวพอดี

วันที่ 7 ธ.ค. 50 ต้องไปตรวจเลือดอีก รีบไปแต่เช้าเลย ยื่นบัตรเสร็จก็รีบไปเจาะเลือดตั้งแต่ 7.30 น. แล้วรีบไปยื่นแฟ้มประวัติ ปกติผลเลือดเนี่ย ประมาณชั่วโมงนึง ก็ได้ผลแล้ว แต่วันนั้น 8.30 น. ผลก็ยังไม่ออกมา ผลเลือดของคนไข้คนอื่นที่มาหลังเรา ออนไลน์ผลมาที่พยาบาลหมดแล้ว เหลือของเราคนเดียวจริง ๆ ที่ผลยังไม่ออกมา จน 9.00 น. พยาบาลต้องโทร.ไปถามที่ lab ระหว่างรออยู่ เราสังหรณ์นะ สงสัยผลออกมาไม่ดีอีกแล้วแน่ ๆ สักพักนึง พยาบาลมาบอกว่าผลออกแล้ว ให้เราไปพบหมอได้เลย ได้รู้ซะที

สังหรณ์เราแม่นยำอีกแล้ว ผลที่ออกมา ยาที่ทานไปตลอด 1 เดือน ทำให้เม็ดเลือดขาวหล่นไปเหลือแค่ 4000 จาก 4500 ซึ่งคนปกติต้องอยู่ที่ 5000 - 10000 ในขณะที่เกล็ดเลือดลงไปน้อยมาก ๆ จากเดิม 983,000 เป็น 945,000 หมอบอกว่า จะบูมไม๊ (อ๊าว จะรู้มั้ยล่ะคะหมอ) หมอบอกว่า ม้ามโตนะ เราถามหมอว่าจะให้ทาน hydrea เพิ่มเป็นสองมื้อมั้ย หมอว่าเพิ่มไม่ได้ เพราะเม็ดเลือดขาวเหลือน้อยเกินไป หมอว่า ให้ทานหัวกะทิวันละ 3 ช้อนโต๊ะ เพื่อช่วยเรื่อง organ

มานั่งรอยาอีกตึกนึง รู้สึกแย่มาก ๆ แล้วตอนนั้น กลั้นน้ำตาสุด ๆ จนกลับมาถึงบ้าน นั่งร้องไห้ ร้องจนปวดหัว แต่ไม่อยากกินยาแล้ว รู้สึกว่า ตัวเองกินยาเยอะเกิน ในตัวมียามากเกินไป แล้วเป็นยาอันตรายด้วย เลยพยายามที่จะไม่กินยาอื่น ๆ ถ้าไม่จำเป็น

ตอนเย็นมีนัดไปดูหนังเรื่อง พระพุทธเจ้า กับสมาชิกห้องธรรม ยังคิดอยู่จะไปดีมั้ย แต่ถ้าไม่ไป คงยิ่งแย่ เลยตัดสินใจไปดีกว่า ก็คิดถูกนะที่ไป เพราะการได้ไปเจอกับพี่ ๆ เพื่อน ๆ ก็ดีกว่าอยู่กับตัวเองมากเกินไป

กลับถึงบ้าน 5 ทุ่มกว่า อาบน้ำเสร็จก็เกือบเที่ยงคืน กลับมาเป็นเหมือนเดิมอีกแล้ว คิดมาก นอนไม่หลับ ไม่รู้ว่าหลับไปตอนกี่โมง ไม่ได้ดูนาฬิกาครั้งสุดท้าย รู้แต่ว่า กว่าจะหลับ นานมาก รู้สึกเหนื่อยจัง เหนื่อยที่ต้องไปหาหมอ เจาะเลือด เบื่อกินยาทุกวัน

วันนึง คงไม่เหนื่อย คงหายเบื่อเสียที...

วันพุธที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2550

"ตาย" "บุญ" และ "กรรม" คำที่นึกถึง

คำว่า "ตาย" เป็นคำที่ห่างไกลจากความคิดเรามาก อาจจะมีแว่บเข้ามาในความคิดคำนึงบ้าง เมื่อมีเรื่องชวนให้คิด เช่น ไปงานศพ หรือดูภาพยนตร์ แต่จะให้มานั่งคิดว่า วันหนึ่งเราคงต้องตาย เราไม่คิดถึงขนาดนั้นหรอกค่ะ อาจเป็นเพราะที่ผ่านมาเรามีความสุขดี อาจมีปัญหาเข้ามาในชีวิตบ้าง ก็เป็นเรื่องธรรมดาของมนุษย์ แต่ไม่มีอะไรที่เราจัดการไม่ได้ เมื่อเราสามารถจัดการกับทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัวได้มาตลอด มันทำให้เรามั่นใจเกินไป ทะนงในตัวเอง พอถึงวันที่เรามารู้ว่า ยังมีสิ่งที่อยู่เหนือการควบคุมของเรา ซึ่งเราจัดการไม่ได้ ทั้ง ๆ ที่มันอยู่ในร่างกายของเรา แต่เรากลับควบคุมมันไม่ได้ แล้วมันยังต้องอยู่กับเราตลอดไป จนตายไปด้วยกัน มันทำให้เรารู้สึกแย่มาก ๆ ความมั่นใจทั้งหมดที่มี มันเหือดหายไป คืนนั้น เป็นครั้งแรกที่คิดถึงคำว่า "ตาย" อย่างจริงจัง

วันที่รู้ว่าตัวเองป่วย ความรู้สึกแรกคือ งง ทบทวนอยู่หลายครั้ง ว่าเรื่องจริงหรือเปล่า แล้วก็เริ่มสับสนกับตัวเอง เหมือนยังตั้งหลักไม่ได้ ใจหนึ่งก็อยากร้องไห้ให้มันสาแก่ใจไปเลยกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเอง แต่อีกใจหนึ่งก็ไม่ยอมให้ร้องไห้ ด้วยนิสัยที่มั่นใจว่าจัดการทุกอย่างได้ ฉะนั้นต้องไม่ร้องไห้ โดยเฉพาะที่บ้าน แล้วที่สำคัญ ไม่อยากให้คนรอบข้างรู้สึกทุกข์ไปกับเรา แต่ต้องยอมรับว่าเราแอบร้องไห้หลายครั้ง

สิ่งสำคัญที่ต้องจัดการก่อนคือ ใจ ต้องให้ใจมีแรงที่จะสู้ก่อน ใจนี่บางวันก็สู้ดี ประมาณว่า เป็นไงเป็นกัน บางวันใจก็รู้สึกแย่ ต้องปลุกต้องกระตุ้นให้สู้อยู่เรื่อย เลยต้องหาวิธีจัดการกับใจตัวเองก่อนเป็นอับดับแรก ต้องหาวิธีคิดให้ตัวเองสบายใจขึ้น เมื่อเราไม่สามารถเปลี่ยนแปลงสิ่งที่เกิดขึ้นได้แล้ว สิ่งที่ทำได้ในตอนนี้คือ เปลี่ยนมุมมองให้สามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขขึ้น งั้นก็คิดว่าสิ่งที่เรากำลังเผชิญอยู่เป็น "กรรม" ของเราเองก็แล้วกัน เมื่อเป็น "กรรม" ของเรา ก็ขอชดใช้ให้หมดในชาตินี้ และก็อาจถึงเวลาสะสมบุญก่อนตาย "กรรมเก่า จะชดใช้ บุญใหม่ จะทำ"

เราหันมาอ่านธรรมะ ฝึกสมาธิ ทำให้เราสบายใจขึ้น การคิดว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็น "กรรม" ทำให้เรายอมรับความเจ็บป่วยและสามารถเผชิญได้มากขึ้น การคิดเรื่อง "บุญ" ในทัศนของเรา เราว่าเป็นเรื่องของการให้ มีความสุขกับการให้ ไม่ใช่เฉพาะการให้ที่เป็นวัตถุ สิ่งของ ที่มองเห็นเป็นรูปธรรม แต่รวมถึง การให้อภัย ให้ความเมตตา ให้โอกาส ฯลฯ ให้สิ่งที่มองไม่เห็นเป็นรูปธรรม แต่เมื่อเราให้แล้ว เราจะได้รับความสุขใจ ฉะนั้นสิ่งที่เราสะสม คือ สะสมความสุขใจ

เราคิดว่าความสุขใจที่เรากำลังสะสม เป็นเสมือนน้ำที่หล่อเลี้ยง ทำให้เรามีแรงใจที่จะสู้ต่อไป

วันเสาร์ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2550

เพิ่มชนิดของยา

9 พ.ย. 50 ไปเจาะเลือดตามกำหนด ก็เป็นไปตามคาด คือ เกล็ดเลือดเพิ่มขึ้นเป็น 983,000 จากเดิม 640,000 แต่สิ่งที่ผิดคาดคราวนี้ก็คือ จำนวนเม็ดเลือดขาวกลับลดลง จากเดิม 5,500 ตอนนี้เหลือ 4,500 หมอเลยเพิ่มยาแอสไพรินให้ทานตอนเช้าทุกวันอีกวันละ 1 เม็ด หมอว่า เพื่อช่วยให้หลอดเลือดขยายตัว แล้วเราก็ไปอ่านเพิ่มเติมในเว็บ พบว่า แอสไพรินยังช่วยให้เกล็ดเลือดไม่เกาะกลุ่มกัน ซึ่งคราวนี้คงช่วยเรื่องการอุดตันที่เส้นเลือดเล็ก ๆ ได้ดีขึ้น ช่วงนี้อาการเจ็บปลายเท้าหรือนิ้วมือน้อยมาก ตอนนี้เราทานน้ำมันรำข้าวและจมูกข้าวแบบแคปซูล ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพิ่มด้วยวันละ 2 เม็ด เช้า-เย็น ตามคำแนะนำของหมอ เราเข้าไปหาข้อมูลเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์เสริมอาหารตัวนี้ พบว่า ช่วยต้านอนุมูลอิสระที่เป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดมะเร็ง แล้วยังช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลด้วย ซึ่งตรงนี้เราคิดว่า คงช่วยปัญหาเรื่องเลือดของเราได้ส่วนหนึ่ง เพราะตอนที่เราไปตรวรร่างกาย ระดับคลอเลสเตอรอลเราอยู่ที่ประมาณ 240 ซึ่งหมออายุกรรมที่โรงพยาบาลนั้นก็ต้องการให้เราดูแลเรื่องอาหารเพื่อลดระดับคลอเลสเตอรอลลงเพื่อช่วยเรื่องเลือดอีกทางหนึ่ง เราเลยคิดว่า ถ้าไปเจาะเลือดต่อ ๆ ไป คงจะขอให้หมอสั่งตรวจระดับคลอเลสเตอรอลด้วย นัดครั้งต่อไป วันที่ 7 ธ.ค. 50